วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554

ตุ๊กตาชาวัง

ภาพ:Tukkata_1.jpg

        ตุ๊กตาชาววังของไทยเป็นอีกภูมิปัญญาหนึ่งที่คนไทยสร้างขึ้น ปั้นเป็นรูปเลียนแบบกิจกรรม การละเล่นของคนไทยสมัยโบราณ ที่มีความน่าสนใจและนำมาแต่งแต้มเติมสีเติมสรรให้ดูงดงามและสมจริงตุ๊กตาชาววังเป็นส่วนหนึ่งที่บ่งบอกถึงความมีวัฒนธรรม ของคนไทย บ่งบอกถึงภูมิปัญญาของคนไทย


[แก้ไข] กำเนิดตุ๊กตาชาววัง

ภาพ:Tukkata_2.jpg

         จากก้อนดินเหนียวท้องนาสีขุ่นมัว ขุดขึ้นมาปั้นแต่งระบายสีให้เป็นตุ๊กตาที่มีใบหน้าคมงาม ท่วงท่าลีลาอ่อนช้อย สวมใส่เสื้อผ้าสวยปราณีตด้วยปลายพู่กัน บ่งบอกถึงคุณค่าแห่งศิลปวัฒนธรรมไทย หลากหลายเรื่องราวอันมีที่มาแต่โบราณกาล
         จากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่า ตุ๊กตาดินเผาไทยที่เก่าแก่ที่สุดปรากฏอยู่ในสมัยทวาราวดี รือในราวพุทธศตวรรษที่ 12-16 มักจะเป็นรูปคนจูงลิง ทำด้วยดินเผาสีแดง ตัวคนเป็นชาย มุ่นมวยผมไว้กลางศีรษะ นุ่งผ้าผืนเดียว มีลิงตัวน้อยๆ ที่ปลายเท้า สันนิษฐานว่าตุ๊กตาชนิดนี้อาจจะใช้เป็นของเล่นสำหรับเด็ก หรือใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา
         ต่อมาในสมัยสุโขทัย อยุธยา รัตนโกสินทร์ การสร้างสรรค์ตุ๊กตาดินเผาก็ยังปรากฏออกมาในรูปแบบต่างๆ กัน ตามลักษณะนิสัยของคนยุคนั้นๆ ตามคติความเชื่อ และตามประโยชน์ใช้สอยในชีวิตประจำวัน เป็นต้นว่าตุ๊กตาเสียกบาลซึ่งทำกันมาตั้งแต่ยุคสุโขทัยสร้างขึ้นตามความ เชื่อถือเพื่อปัดเป่าอันตรายแก่คนเจ็บหรือหญิงคลอดบุตรในครัวเรือน ตุ๊กตาล้มลุก ปั้นขึ้นสำหรับเป็นของเล่นของเด็กตุ๊กตาเจ้าพราหมณ์ ยังคงมีให้เห็นอยู่ตามชนบท ทำเพื่อนำไปแก้บนตั้งบูชาศาลเทพารักษ์ตุ๊กตาเคลือบดินเผาสมัยสุโขทัย ซึ่งปั้นเป็นรูปคนในอิริยาบถต่างๆ มีนักประวัติศาสตร์บางท่านกล่าวว่าคล้ายตุ๊กตาชาววังที่ชาวบางเสด็จทำกัน อยู่ปัจจุบัน หากเป็นเช่นนั้นจริงนับว่าการทำตุ๊กตาชาววังของคนบางเสด็จจังหวัดอ่างทองได้ รักษาแบบแผนวัฒนธรรมไทยเอาไว้อย่างดียิ่ง
         ตุ๊กตาชาววัง สุนทรียศาสตร์พื้นถิ่นนของชาวบ้านในยุคนี้ถือกำเนิดขึ้นในแผ่นดินของพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีหลักฐานทางตัวอักษรปรากฏสืบต่อกันมาว่าเถ้าแก่กลีบ ข้าราชการฝ่ายในในพระราชสำนัก เป็นผู้ริเริ่มผลิตขึ้น โดยปั้นตุ๊กตาชาววังออกจำหน่ายให้แก่ข้าราชบริพารภายในพระบรมมหาราชวังดัง นั้น ลักษณาการตุ๊กตาชาววังในสมัยก่อนจึงลอกเลียนแบบมาจากวิถีชีวิต การแต่งกาย วัฒนธรรม ประเพณีของชาววังทุกประการ สมคำเปรียบเปรยว่ายามจะนั่ง ก็ท้าวแขนอ่อนช้อย เหมือนตุ๊กตาชาววัง ซึ่งจะเน้นความพิเศษที่ขนาดเล็กจิ๋ว บางตัวมีหัวเท่าไม้ขีดไฟการปั้นแต่ละตัว ผู้ปั้นต้องใช้ความละเอียดละเมียดละไมอย่างมาก ชาววังสมัยก่อนนิยมซื้อสะสมเป็นของรักของชอบ หรือไว้สำหรับตกแต่งประดับประดาบ้านเรือน
         หัตถศิลป์ตุ๊กตาชาววังที่เคยเฟื่องฟูกลับซบเซาลงในรัชสมัยรัชกาลที่ 5เมื่อข้าราชบริพารบางคนย้ายออกไปจากพระบรมมหาราชวัง แล้วได้นำเอาศาสตร์นี้ติดตัวออกไปด้วย จึงไม่มีใครรู้รักจักทำต่อ ศิลปะการปั้นตุ๊กตาชาววังจึงจางหายไปนาน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โปรดให้รื้อฟื้นการปั้นตุ๊กตาชาววัง
         ย้อนไปในราวปีพุทธศักราช 2519 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถโปรดให้รื้อฟื้นวิชาการปั้นตุ๊กตาชาววังขึ้นที่หมู่บ้านวัด ตาล ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบางเสด็จ ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอป่ามก จังหวัดอ่างทองพระองค์ท่านรับสั่งให้ชาวบ้านชาวนาในหมู่บ้านที่สนใจและต้อง การมีอาชีพเสริม นอกเหนือจากการทำนา ใช้เวลาว่างมาเรียนรู้และฝึกฝนการทำตุ๊กตาชาววังจากครูในโครงการศิลปาชีพพิเศษ โดยขอใช้ศาลาการเปรียญของวัดท่าสุทธาวาส วัดเก่าแก่คู่บุญของจังหวัดอ่างทองเป็นสถานที่ฝีกหัด จึงถือว่าอาชีพการทำตุ๊กตาชาววังนับเป็นโครงการในพระบรมราชินูปถัมภ์ จากเอกสารคน-รูป-ดิน เครือซิเมนต์ไทยรักษ์ไทยจัดทำเพื่อสื่อมวลชนในการพาชมการประดิษฐ์ตุ๊กตาชาว วังที่หมู่บ้านบางเสด็จ อาจารย์ฉวีวรรณ เมืองสุวรรณ อาจารย์ประจำโรงเรียนวัดท่าสุทธาวาส เขียนถึงเรื่องตุ๊กตาชาววังในช่วงที่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถมีพระ ราชดำริส่งเสริมให้ราษฎรหารายได้ให้แก่ครอบครัวด้วยการปั้นตุ๊กตาชาววัง ไว้ตอนหนึ่งว่า
         “ก่อนหน้านี้ธรรมชาติไม่เข้าข้างชาวไร่ชาวนาเอาเสียเลย ที่อ่างทองและจังหวัดใกล้เคียงกิดฝนตกมากเกินความจำเป็นทำให้เกษตรกรอ่างทอง ได้ผลผลิตทางการเกษตรไม่ดีติดต่อกันหลายปี จนกระทั่งเมื่อปี 2519 สมเด็จพระราชินีท่านเสด็จฯทอดพระเนตรหมู่บ้านแถบอำเภอป่าโมก ซึ่งขณะนั้นมีการทำธูปเป็นอาชีพเสริมพระองค์ท่านจึงรับสั่งว่าชาวอ่างทองน่า จะทำงานฝีมือชนิดอื่นได้เช่นกัน เพราะการทำธูปก็ต้องใช้ฝีมือในการปั้นเหมือนกัน W
         จากวันนั้นเป็นต้นมา ชื่อหมู่บ้านบางเสด็จ อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทองคือแหล่งผลิตตุ๊กตาชาววังที่ใหญ่ที่สุดและมี ชื่อเสียงแพร่หลายขจรขจายไปไกลทั่วโลก

[แก้ไข] ศิลปินผู้ประดิษฐ์ ตุ๊กตาชาววัง

ภาพ:Tukkata_3.jpg
         ศิลปินผู้ประดิษฐ์ คือ นางเเฉ่ง สาครวาสี (สกุลเดิม สุวรรณโน)


[แก้ไข] ตุ๊กตา ชาววังของนางแฉ่ง สาครวาสี มีรูปร่างหน้าตาอย่างไร

         ตุ๊กตาชาววังมี 3 ขนาด คือ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ที่นิยมกันมากคือขนาดเล็กซึ่งสูงประมาณ 2 เซนติเมตร ขนาดใหญ่จะสูงประมาณ 4 เซนติเมตร ปั้ นเป็นผู้ใหญ่ วัยรุ่น และเด็กกำลังนั่งและคลาน ท่านั่งเอน นอนคว่ำ ตะแคง คุกเข่า ประมาณอย่างละ 8 ท่า ส่วนเด็ กเล็กนั้น มีที่ไว้ผมแกละ ผมจุก และผมเปีย ส่วนผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงนั้นมีลักษณะพิเศษคือแต่งกายอย่างชาวเหนือ ที่เป็นเช่นนี้ อาจจะเป็นเพราะว่าพระวรชายาเจ้าดารารัศมียังคงประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวัง
         นอกจากตุ๊กตาเดี่ยวแล้ว ยังมีตุ๊กตาชุดตามเรื่องในวรรณคดี มีทั้งรามเกียรติ์ ละครนอกและละครใน การปั้นตุ๊กตาจะปั้นขาก่อน แล้วจึงขึ้นตัวส่วนตัวนั้นมีพิมพ์กดเอาไว้ เสร็จแล้วนำดินไปผึ่งให้แห้ง ต้องระวังไม่ให้ถูกแดดจัด เพราะถ้าถูกแดดจัด ดินจะร้าว เสร็จแ ล้วจึงนำไปเผาในเตาถ่านที่ใช้หุงต้มอาหารในครัวเชื้อเพลิงคือแกลบ เผาแล้วสุมไว้ตลอดคืน เพื่อให้ตุ๊กตาเย็นสนิท ต่อไปจึงนำตุ๊กตานั้นมาลงสีผิวโดยใช้ฝุ่นผัดหน้าที่เรียกว่าฝุ่นจีนมาละลาย น้ำจนข้น แล้วจึงแต่งหน้า ทาปาก เขียนเสื้อผ้าใช้สีตามความนิยมของชาววัง โดย เฉพาะอย่างยิ่งเสื้อผ้าของผู้ใหญ่ ผู้หญิงจะต้องนุ่งห่มสีตัดกันตามวัน

[แก้ไข] ช่างพื้นบ้านงานหัตถกรรมตุ๊กตาชาววัง

ภาพ:Tukkata_4.jpg

         ปัจจุบัน การทำตุ๊กตาดินเหนียวระบายสีของคนบางเสด็จเพียงไม่กี่สิบครัวเรือนยังคงนั่ง ประดิษฐ์กันอยู่ที่ใต้ถุนเรือน เริ่มจากวิธีการเตรียมดินขุดดินเหนียวคุณภาพดีแถบทุ่งนาหลังวัดสุทธาวาสหรือ ภายในตำบลบางเสด็จลึกประมาณ 2 เมตร นำมาตากแดดให้แห้ง ทุบเป็นก้อนเล็กๆ แช่น้ำทิ้งไว้หนึ่งคืน เพื่อร่อนเอากรวดหินทรายออกโดยใช้ผ้ามุ้งกรอง หากบี้ดูแล้วดินเนียนติดนิ้วถือว่าใช้ได้ จากนั้นปั้นเป็นแผ่น ผึ่งลมให้ดินหมาดแล้วปั้นเป็นก้อนกลมๆ เก็บไว้ในถุงพลาสติกมัดปากถุงมิดชิดกันลม นำออกมาใช้เท่าที่ต้องการในแต่ละครั้งการปั้นตุ๊กตาชาววังยุคนี้ไม่ใช้เวลา นานเหมือนสมัยโบราณเหตุเพราะว่ามีแม่พิมพ์ที่สร้างขึ้นจากปูนปลาสเตอร์ทั้ง ส่วนหัวและส่วนลำตัว
         โดยเทดินเหนียวหล่อเข้ากับแม่พิมพ์ส่วนแขนและขานั้นปั้นได้ไม่ยากเพียงคลึง ดินบนฝ่ามือให้มีลักษณะเรียวแหลมตอนปลายทั้งสองข้าง ขนาดคล้ายเส้นลอดช่อง โดยจะหักพับงออย่างใดก็ได้แล้วแต่ท่าทางตามต้องการ และนำไปต่อติดกับส่วนลำตัวหลังจากนั้นจึงนำส่วนหัวและลำตัวที่สมบูรณ์แล้วมา ต่อติดกัน ตกแต่งนิ้วมือนิ้วเท้าอีกสักเล็กน้อยวางผึ่งลมให้ดินแห้งสนิทอีก 1 วัน และนำเข้าเตาเผา สมัยก่อนนิยมเผาด้วยเตาอั้งโล่ซึ่งมีกรรมวิธีที่ยุ่งยากซับซ้อนเสียเวลามาก แต่ปัจจุบัน เผาด้วยเตาอบขนาดใหญ่ที่มีอุณหภูมิคงที่ จะได้ผลที่ดีกว่ามากและเสียเวลาน้อยกว่าด้วย เมื่อเผาเสร็จแล้ว ตุ๊กตาเย็นลงทาสีน้ำมันให้ทั่วตัวเพื่อความเนียนสวยงาม พร้อมกับเติมลวดลาย สีสันใบหน้าการแต่งกายให้วิจิตรบรรจงดูมีชีวิตชีวาด้วยฝีมือและจินตนการของ ผู้ปั้นประดิษฐ์
         ตุ๊กตาชาววังที่เราพบเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ ล้วนมีหลากแบบหลายอิริยาบถ มีรายละเอียดเรื่องราวแวดล้อมมากขึ้นกว่าแค่ปั้นตัวคนเพียงอย่างเดียว ดังเช่นชุดตลาดน้ำที่แม่ค้าคนพายบรรทุกผลหมากรากไม้ไว้เต็มลำเรือ ชุดวงดนตรีไทยที่รู้จักกันว่าวงมโหรีปี่พาทย์ชุดการละเล่นพื้นบ้านไทย เหล่านี้เป็นต้น

[แก้ไข] ตุ๊กตาชาวหวังกับชีวิตคนไทย

ภาพ:Tukkata_5.jpg
         จากวิวัฒนาการของการปั้นตุ๊กตาชาววังตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ 4 มาเป็นตุ๊กตาที่สะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยในชนบท และคนหลากหลายอาชีพในสังคมไทย นี่คือเครื่องยืนยันฝีมือและความคิดสร้างสรรค์เชิงศิลปะอย่างง่ายๆ ของผู้คนชาวไร่ชาวนาซึ่งใคร่เรียกขานเขาเหล่านี้ว่าช่างพื้นบ้าน หรือศิลปชีวิต อันหมายถึง ผู้ทำการหาเลี้ยงชีพทางการช่างฝีมือดุจดัง คุณยายอารมณ์ ช่างปั้นตุ๊กตาชาววัง อายุราวๆ 70 ปีเศษ ที่ทำตุ๊กตาชาววังเพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศมานาน นับ 24 ปี คุณยายบอกว่าภูมิใจมากกับอาชีพที่ทำอยู่ เป็นรายได้เสริมให้แก่ครอบครัว ช่วยส่งบุตรทุกคนเรียนจนจบการศึกษา
โดยกลางวันจะปั้นตุ๊กตา กลางคืนก็ทำไม้ก้านธูปและจะทำอย่างนี้ต่อไปอีกเรื่อยๆ เพราะรักในอาชีพ น่าเสียดายที่หมูบ้านนี้มี 185 หลังคาเรือน ต่ปั้นตุ๊กตาชาววังขายเพียงแค่ 30 บ้านเท่านั้น ส่วนช่างปั้นตุ๊กตาชาววังอีกผู้หนึ่ง เป็นหญิงวัยกลางคน อายุ 47 ปี มีนามว่ารุจี วิจิตรานุรักษ์ เธอเริ่มฝึกหัดวิชาชีพนี้พร้อมๆ กับคุณยายอารมณ์ในครั้งที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชีนีนาถ โปรดให้จัดตั้งโครงการพิเศษสอนด้านการปั้นุ๊กตาชาววังแก่ชาวบ้านบางเสด็จ เธอเล่าว่า
         การปั้นตุ๊กตาชาววัง เราต้องการความเรียบร้อย ความสวยงาม ไม่ว่าจะขายราคา 5 บาท หรือราคาเรือนหมื่นก็ต้องมีความปราณีตบรรจงเหมือนๆ กัน ยิ่งถ้าปั้นชุดใหญ รายละเอียดมาก เช่น ปั้นจากบางฉากในเรื่องราววรรณคดีไทย งานประเพณีไทยอย่างงานบวชนาค สะท้อนภาพวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านอย่างวิธีการคลอดบนกระดานไฟหรือ การทำไร่ไถนา รูปแบบเหล่านี้ราคาจะสูงเพราะเราต้องใช้ความคิดมาก ถ้าไม่สามารถศึกษาจากภาพได้ ก็ต้องใช้จินตนาการบวกกับประสบการณ์ที่เคยเห็นมาด้วยตนเองแต่มีบางครั้งที่ ลูกค้าสั่งมาเฉพาะเลยว่าต้องการรูปแบบใด ยกตัวอย่าง มีหน่วยราชการหนึ่งเขาสั่งให้เราปั้นเรื่องรัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินที่จังหวัดกำแพงเพชร เขาเอารูปภาพมาให้เราดูด้วย เราก็ต้องปั้นรายละเอียดต่างๆ ให้เหมือนรูปภาพนั้น เธอยังบอกอีกว่าในแต่ละปีต้องเปลี่ยนแบบ เปลี่ยนเรื่องราวไม่ให้ซ้ำ โชคดีที่เกิดมาทันเห็นวิถีความเป็นอยู่ ขนบวัฒนธรรมดั้งเดิม จึงพอจดจำได้และที่สำคัญต้องมีใจรักในงานศิลปะอย่างแท้จริง
         ส่วนมากที่ยังทำกันอยู่จะมีอายุ 30-50 ปี เด็กรุ่นหลังอายุน้อยๆ มักไม่ค่อยสนใจ คือต้องอยู่ที่ใจรัก ถ้าใจไม่รักจะทำไม่ได้เลย เพราะมันมีหลายขั้นตอนที่กระจุกกระจิกมากอย่างที่ดิฉันทำมาทุกวันนี้ก็เพราะ ใจรักในงานอาชีพและเกิดจากแรงบันดาลใจที่พระราชินีท่านทรงส่งเสริมให้มี อาชีพนี้ขึ้นมา จดจำเสมอว่าเรามีอาชีพอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะพระองค์ท่าน ซึ่งรายได้เฉลี่ยต่อเดือนจากงานในอาชีพที่รักของคุณรุจี วิจิตรานุรักษ์ เธอกระซิบว่าตกประมาณ 7,000-10,000 บาท นับว่าเป็นตัวเลขที่ดีมิใช่น้อยสำหรับชาวบ้านยุคสมัยนี้
         บทสรุปของเรื่อง อยากหยิบยกถ้อยความจากหนังสือ ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน โดยผู้เขียนรองศาสตราจารย์วิบูลย์ ลี้สุวรรณกล่าวถึงงานหัตถกรรมช่างพื้นบ้านผ่านตัวหนังสือที่เรียบง่ายแต่น่า อ่าน
         งานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านเป็นผลผลิตของช่างฝีมือธรรมดาๆ มิใช่เกิดจากฝีมือของศิลปินชั้นเยี่ยมแต่อย่างใด คุณค่าทางศิลปะและคุณภาพของงานเกิดจากการทำเป็นจำนวนมากเป็นหลัก เพราะโดยทั่วไปช่างพื้นบ้านจะไม่แสดงออกถึงลักษณะเฉพาะตนและพลังในการสร้าง สรรค์มากหมือนกับการสร้างงานศิลปกรรมของศิลปินด้านวิจิตรศิลป์ ทั้งนี้มิใช่เพราะ ช่างพื้นบ้านขาดคุณสมบัติดังกล่าว แต่เป็นคุณสมบัติที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานที่ต่างกัน ลักษณะของการสร้างสรรค์และลักษณะเฉพาะของช่างพื้นบ้านจะปรากฏออกโดยผ่าน ประเพณีที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ จากชั่วคนหนึ่งไปสู่อีกชั่วคนหนึ่ง เป็นเวลานับร้อยปี สิ่งเหล่านี้จะประสานกับความเชื่อถือที่อยู่ในจิตใจของช่างพื้นบ้านแล้ว แสดงออกมาในงานของเขา
         อย่างไรก็ตาม ช่างพื้นบ้านฝีมือดีจำนวนไม่น้อยที่มีความสุขใจได้สร้างสรรค์งานที่ตนถนัด และมีความรักในงานของตนเป็นพื้นฐาน โดยมิได้คำนึงถึงค่าตอบแทนและชื่อเสียงแต่อย่างใด หากต่ต้องการให้งานของตนมีความสมบูรณ์และมีความสุขที่ได้แสดงฝีมือของตน อย่างดีที่สุดเท่าที่จะฝากไว้กับงานนั้นๆ น่ายกย่องว่าเขามิใช่คนธรรมดาสามัญที่สร้างงานเพียงเพื่อการใช้สอยธรรมดา เท่านั้น แต่เขาได้ฝากฝีมือ คุณค่าทางศิลปะ และความงามลงไปด้วย ดุจเดียวกับ ศิลปชีวิตตุ๊กตาชาววัง จากก้อนดินเหนียวท้องนาสีขุ่นมัว ขุดขึ้นมาปั้นแต่งระบายสีให้เป็นตุ๊กตาที่มีใบหน้าคมงาม ท่วงท่าลีลาอ่อนช้อย สวมใส่เสื้อผ้าสวยปราณีตด้วยปลายพู่กัน บ่งบอกถึงคุณค่าแห่งศิลปวัฒนธรรมไทย หลากหลายเรื่อราวอันมีที่มาแต่โบราณกาล

ตุ๊กตาบางกอกดอลล์2

แนะนำบ้าน ตุ๊กตาบางกอกดอลล์


สืบเนื่องมาจากบ้านของโอเคเนชั่นปิดให้บริการ...จึงเป็นสาเหตุให้ ครูต้องออกตระเวนหาที่เที่ยวเปิดหูเปิดตาอีกแล้วค่ะ..ว่าแล้วก็ลอง search หาสถานที่ที่น่าสนใจในกรุงเทพฯ ก็ได้รายชื่อมาหลายแห่งทีเดียว...มานั่งเลือกดูก็เลยตัดสินใจไปที่ บ้านตุ๊กตาบางกอกดอลล์ และตุ๊กตานานาชาติ...คิดว่าน้อยคนนักที่จะรู้จักสถานที่แห่งนี้ ก็เลยจะพาไปเที่ยวกันค่ะ
***********************

บ้าน ตุ๊กตาบางกอกดอลล์ และตุ๊กตานานาชาติ

ที่ ตั้ง: เลขที่ 85 ซอยแยกรัชฏภัณฑ์ (ซอยหมอเหล็ง) ถนนราชปรารภ
เขตราชเทวี
บ้านตุ๊กตาบางกอกดอลล์ และตุ๊กตานานาชาติ ก่อตั้งโดยคุณหญิงทองก้อน
จันทวิมล เมื่อปี พ.ศ. 2499 เพื่อประดิษฐ์ตุ๊กตาของไทยออกเผยแพร่
ตุ๊กตาที่ประดิษฐ์ออกมามีความเป็น เอกลักษณ์แบบไทย และเคยได้รับ
รางวัลชนะเลิศการประกวดตุ๊กตาพื้นเมือง นานาชาติที่ประเทศโปแลนด์
เมื่อพ.ศ. 2521 สถานที่แห่งนี้เป็นทั้งสถานที่จัดแสดงและโรงงานผลิต
ตุ๊กตาชนิดต่างๆ การผลิตจะทำด้วยมือทุกขั้นตอน โดยใช้วัสดุภายใน
ประเทศเป็นหลัก นอกจากนี้แล้วยังมีการจัดมุมหนึ่งภายในโรงงานเป็นที่
แสดงตุ๊กตาที่ได้มา จากทั่วโลก เปิดให้เข้าชมทุกวันจันทร์-เสาร์ ตั้งแต่เวลา
08.00-17.00 น. โดยไม่เก็บค่าเข้าชม โทร. 0 2245 3008
เสียดายจัง...เมื่อวานนี้เป็นวันที่การไฟฟ้าไปทำ การซ่อมไฟพอดี ครูเลยต้องเข้าไปดูตุ๊กตาทั้งที่บ้านมืดๆ แต่ไหนๆ ก็มาถึงแล้ว เลยต้องเปิด flash ถ่ายภาพมา...รู้ว่าภาพต้องไม่สวยแน่ๆ..แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ถ่ายมานะ...ไม่ ให้เสียเที่ยวที่มาถึงแล้ว..ก็ต้องมีอะไรติดไม้ติดมือกลับมาบ้างสิ
คุณหญิงทอง ก้อน  จันทวิมล ผู้ก่อตั้งบ้านตุ๊กตาบางกอกดอลล์
ได้รับการคัดเลือกจาก กทม.ให้เป็นสถานที่ที่น่าสนใจแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ
ตุ๊กตาที่นี่จะผลิตตามออเดอร์ ค่ะ...และเป็นงาน handmade ทั้งหมดนะคะ
ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เลยยังไม่สวยเท่าที่ควร
เสร็จแล้วจะสวยอย่างนี้ค่ะ
ตุ๊กตาของไทยมีให้ดูหลายแบบด้วย กันค่ะ
วิถีชีวิตแบบไทยในสมัยก่อนค่ะ
บ้านริมคลอง
จำลองวิถีชีวิตของชาวพุทธในยุค สมัยก่อนโน้น
ความเป็นอยู่ของชาวชนบท
อีกภาพนึงค่ะ...จับภาพลำบากมาก.. เพราะในตูโชว์มืดไปหมด..ครูก็เลยต้องถ่ายแบบสุ่มๆ เอาค่ะ
การละเล่นดนตรีไทย
การรำกับเครื่องดนตรีไทยหลายชนิด
ศิลปะการฟันดาบ
การละเล่นของเด็กไทยในยุคก่อน
เดินด้วยขาไม้อย่างนี้ครูก็เคย เล่นนะ
นางเงือกก็มีนะ
กัณหา ชาลี จาก เรื่องเวสสันดรชาดก
ตุ๊กตาชาวเขาเผ่าต่างๆ
ตุ๊กตาจากต่าง ประเทศก็มีให้ชมนะคะ
ตุ๊กตาจากหลายๆ ประเทศสวยงามแปลกตาน่าชมค่ะ
สองสาวเกาหลี ค่ะ
จากจีนค่ะ
สาวแดนอาทิตย์ อุทัย

ตุ๊กตาบางกอกดอลล์

บางกอกดอลล์
          งานฝีมือประดิษฐ์ ประดอยเป็นเรื่องหนึ่งที่คนไทยเราทำได้ดีไม่แพ้ชาติใด ศิลปหัตถกรรมที่ต้องใช้ความละเอียด ประณีตสูง อย่างเช่นการประดิษฐ์ตุ๊กตาฝีมือคนไทย ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นานาชาติให้การยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะตุ๊กตาบางกอกดอลล์ของคุณหญิงทองก้อน จันทวิมล นั้นนับเป็นส่วนที่ สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยไม่น้อยเลยทีเดียว
          ตุ๊กตาบางกอกดอลล์นับ หมื่นตัวถูกบรรจงตกแต่งขึ้นมาในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ตุ๊กตาโขน ละครรำ ชีวิตชาวไทยในชนบท และชาวเขาเผ่าต่างๆ รวมถึงการผลิตขึ้นตามวาระพิเศษ หรือตามความต้องการของผู้สั่งทำ ซึ่งการผลิตแต่ละขั้นตอนล้วนแต่ทำด้วยมือทั้งสิ้น
          ด้วยความสวยงามและคุณ ค่าความเป็นเอกลักษณ์ไทย "ตุ๊กตาบางกอกดอลล์" จึงถูกนำไปเป็นของขวัญสำหรับบุคคลสำคัญระดับประมุขของประเทศ รวมทั้งแขกบ้านแขกเมืองที่มาเยือนเมืองไทยในหลายครั้งหลายครา อีกทั้งยังเคยพิชิตรางวัลชนะเลิศการประกวดตุ๊กตาพื้นเมืองนานาชาติ ครั้งที่ 3 ซึ่งจัดขึ้น ณ ประเทศโปรแลนด์ เมื่อปี 2521 จึงกล่าวได้ว่า ตุ๊กตาบางกอกดอลล์ เป็นที่รู้จักของนานาชาติและนักสะสมมานานนับสิบปีแล้ว
          นอกจากนี้ ตุ๊กตาบางกอกดอลล์ยังถูกนำไปจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เช่น ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส นครชิคาโก ในสหรัฐอเมริกา และกรุงนิวเดลฮี ประเทศอินเดีย ส่วนในประเทศไทยเองได้แก่ที่ พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด พิพิธภัณฑ์โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย และวิทยาลัยครูในจังหวัดฉะเชิงเทรา นครสวรรค์ นครศรีธรรมราช เชียงใหม่ รวมทั้งมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางแสน และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดปัตตานี
          ความวิจิตรงดงามของ ตุ๊กตาบางกอกดอลล์ มิใช่เพียงการสร้างแบบให้มีรูปลักษณ์ดูสมจริงเท่านั้น แต่ยังพรั่งพร้อมด้วยเครื่องประดับ-เครื่องแต่งกายที่ออกแบบได้อย่างสวยงาม ลงตัว นับเป็นผลิตผลทางศิลปกรรมทั้งจากช่างฝีมือที่มีความรู้ ความชำนาญสูง และศิลปินอีกหลายท่านที่มีส่วนร่วมในการประดิษฐ์ผลงาน อาทิ หลวงวิศาลศิลปกรรม (เชื้อ ปัทมจินดา) นายเรวัต เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา นายชิต เหรียญประชา ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี และนายประชุม มะนะ
          ผลงานเป็นจำนวนนับหมื่นๆ ชิ้นที่ผลิตขึ้น ณ บางกอกดอลล์แห่งนี้ มีทั้งส่วนที่ผลิตขึ้นเพื่อการจำหน่ายและจัดแสดง ซึ่งมีตัวอย่างให้ผู้เข้าเยี่ยมชมได้พบเห็นตุ๊กตาไทยในรูปแบบต่างๆ มากมาย รวมทั้งยังมีมุมของตุ๊กตานานาชาติแสดงไว้อีกด้วย
ที่ตั้ง : 85 ซ. รัชฏภัณฑ์ (หมอเหล็ง) ถ. ราชปรารถ แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทร. (แฟ็กซ์) : 0-2245-3008
รถประจำทาง : 13, 14, 54, 62, 63, 72, 73, 74
รถปรับอากาศ : ปอ.13, ปอ.15, ปอ.62, ปอ.72, ปอ.73, ปอ.พ20,
เวลาทำการ : จันทร์ - เสาร์ เวลา 8.30-17.00 น.
วันหยุดทำการ : วันอาทิตย์ และวันนักขัตฤกษ์
ค่าเข้าชม : ไม่เสียค่าเข้าชม

เอกสารอ้างอิง
กรุงเทพมหานคร. เที่ยวราชเทวี ม.ป.ท., ม.ป.ป.


วิธีแก้ปวดฟัน


เกร็ดความรู้ วิธีแก้ปวดฟันด้วย… ธรรมชาติ

เกร็ดความรู้ วิธีแก้ปวดฟันด้วย… ธรรมชาติ

หมวด: สุขภาพ, บทความ, บทความดีๆ, เรื่องน่ารู้, เกร็ดความรู้, เกร็ดน่ารู้
วิธีลดอาการปวดฟัน
  1. เมื่อมีอาการปวดฟัน ให้ประคบด้านข้างของใบหน้าซีกที่ปวดฟันด้วยน้ำอุ่น
  2. ในกรณีที่อาการปวดฟันมีลักษณะปวดตุบๆ ที่อาจเกิดจากการติดเชื้อ ให้ประคบที่ด้านข้างของใบหน้าด้วยน้ำแข็งประมาณ 5-10 นาที ทุกๆ ครึ่งชั่วโมง ความเย็นจะช่วยลดทั้งอาการปวดและบวม
  3. ถ้ามีอาการเสียวฟันง่าย ให้ใช้โซดาไฟ หรือแปรงฟันด้วยยาสีฟันสูตรสำหรับแก้เสียวฟัน
  4. เมื่อต้องอยู่ในที่ที่อากาศเย็น หรือในช่วงฤดูหนาว สามารถป้องกันอาการเสียวฟัน หรืออาการปวดฟันจากอากาศเย็นได้ โดยปิดปากด้วยผ้าพันคอ
  5. เลี่ยงอาหารที่ ร้อนจัด เย็นจัด และหวานจัด โดยเฉพาะชา กาแฟ และไอศกรีม เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้มีอาการ งดอาหารที่แข็งจนต้องใช้วิธีกัดกิน เช่น แครอท แอปเปิ้ล ฝรั่ง ที่ยังไม่สุก เพราะการขบกัดฟันแรงๆ กับวัตถุแข็งๆ จะกระตุ้นให้เกิดอาการปวดฟัน และในกรณีที่อุดฟัน ควรหลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่ง เพราะจะทำให้สารที่อุดฟันไว้ หลุดออกมาง่ายขึ้น
นวดกดจุด ลดอาการปวด
  1. นวดคลึงเบาๆ ที่แก้มบริเวณเหนือฟันที่ปวด จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ชั่วคราว
  2. ใช้น้ำแข็งก้อนเล็กๆ กดและถูบริเวณง่ามมือ ระหว่างนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ หรือใช้มืออีกข้างนวดบริเวณเดียวกันนี้ จะช่วยลดอาการปวดฟันได้ชั่วคราว
  3. สำหรับ คนที่ปวดบริเวณกรามล่าง ให้ใช้นิ้วหัวแม่มือนวดบริเวณกระดูกขากรรไกรที่รองรับฟันล่าง ส่วนคนที่ปวดบริเวณกรามบน ให้วางนิ้วหัวแม่มือตรงบริเวณส่วนกลางของหู แล้วลากนิ้วไปทางด้านหน้า จนกระทั่งถึงรอยบุ๋มใต้กระดูกประมาณ 1 นิ้วบริเวณหน้าใบหู จากนั้นกดแรงๆ ประมาณ 10 นาที

เกร็ดความรู้ วิธีสร้างบุคลิกภาพ ให้ดูดี

  • เริ่มจาก การมอง เพราะสายตาสามารถบ่งบอกอารมณ์ความ รู้สึกได้ เช่น ความรัก ความเกลียด ความโกรธ ความเคารพ หรือความเหยียดหยามดูหมิ่นดูแคลน ดังนั้น เวลามองผู้อื่นควรใช้สายตาที่แสดงถึงความสุภาพเรียบร้อย การเดิน ต้องใส่ความมั่นใจและสง่างาม คือเดินตัวตรง อกผายไหล่ผึ่ง ก้าวเท้ายาวพอประมาณและสอดคล้องกับเสื้อผ้าหรือรองเท้าที่สวมใส่
  • การแต่งกาย ที่บ่งบอกถึงการเอาใจใส่ตัวเอง เพราะการแต่งกายจะทำให้ดูดีหรือดูแย่ได้ ดังนั้นควรเลือกเครื่องแต่งกายเหมาะสมกับกาลเทศะ สะอาดเรียบร้อย
  • การพูด การพูดต้องมีศิลปะ พูดเพื่อให้ชนะใจผู้ฟัง โดยคำพูดต้องสุภาพ มีเหตุผล น้ำเสียงไพเราะชวนฟัง และการใช้คำพูดควรเหมาะสมกับผู้ฟัง โดยคำนึงถึงวัย เพศ ระดับการศึกษา อาชีพ และความสนใจพิเศษของผู้ฟัง
  • สุขภาพ คือ สุขภาพดี ไม่มีโรคภัย ร่างกายแข็งแรง เพราะคนป่วยออด ๆ แอด ๆ จะดูอ่อนแอ ไม่คล่องแคล่ว บางโรคส่งผลถึงความซีดเซียว ห่อเหี่ยวหม่นหมอง จนขาดสง่าราศรี ฉะนั้นการดูแลสุขภาพให้ดีคือต้นทุนของการพัฒนาบุคลิกภาพที่สำคัญ

เกร็ดความรู้2

  1. ยิ่งพูดน้อย ยิ่งปล่อยไก่ยาก ต้อง ยอมรับล่ะว่า สมัยนี้ผู้หญิงนั้นมีความรอบรู้ในหลายๆด้าน และเรื่องบางเรื่องพวกหล่อนก็รู้ดีมากกว่าชายซะอีก แล้วถ้าคุณเผลอปล่อยไก่หรือแสดงความโง่เขลาออกมาล่ะก็ คะแนนคุณดิ่งฮวบทันที
  2. ยิ่งพูดน้อย ยิ่งน่าเชื่อถือ คุณ ลองสังเกตดูในที่ทำงานคุณก็ได้ ว่าเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าคุณฟังความเห็นของใครมากกว่า ระหว่างคนที่ขี้เล่นเม๊าไปเรื่อย กับคนที่เงียบขรึม…โดยทั่วไปแล้ว คนเรามักจะเชื่อถือคนที่พูดเฉพาะเวลาจำเป็นมากกว่า
  3. ยิ่งพูดน้อย ยิ่งดูลึกลับ ลึกลับแล้วยังไงน่ะเหรอ? ก็ทำให้คุณยิ่งดูเป็นบุรุษผู้น่าค้นหายังไงล่ะ ยิ่งทำให้เธออยากเข้าหาและทำความรู้จักตัวตนที่แท้จริงของคุณให้มากขึ้น
  4. ยิ่งพูดน้อย ยิ่งมีพลัง ผู้หญิงทั่วไปจะรู้สึกว่า ผู้ชายที่พูดมากเกินความจำเป็นเวลาที่จีบพวกหล่อนนั้น เป็นพวกที่ไม่มีความมั่นใจ และเกิดความประหม่าซะจนต้องพูดๆๆๆจนน้ำลายแตกฟอง ดังนั้นความเคร่งขรึมสุขุมของคุณ เป็นเครื่องบ่งบอกแทนคำพูดว่า ‘ผมไม่ประหม่าความสวยของคุณเลยแม้แต่น้อย!’ซึ่งมันแมนกว่ากันเยอะๆๆ
  5. ยิ่งพูดน้อย ยิ่งได้ข้อมูลมาก ผู้หญิง ส่วนใหญ่ทนความตึงเครียดอันเกิดจากบรรยากาศเงียบๆไม่ได้นานหรอก ดังนั้นยิ่งคุณพูดน้อยเวลาอยู่กับเธอ เธอยิ่งเผยไต๋เกี่ยวกับตัวเองให้คุณฟัง และเก็บไว้เป็นข้อมูลได้มากเท่านั้น ทำให้คุณสามารถวิเคราะห์เธอได้ง่ายขึ้น
  6. ยิ่งพูดน้อย ยิ่งต้องแก้ตัวน้อย ไม่มีใครพูดความจริงได้ตลอดเวลาหรอก ดังนั้นยิ่งคุณพูดน้อยเท่าไร คุณก็ไม่ต้องมานั่งกังวลว่าจะต้องโกหก หรือเคยโกหกอะไรไปแล้วบ้าง เดี๋ยวเกิดจำไม่ได้ขึ้นล่ะก็ยุ่งตายเลย
ใครที่ชอบพูดมาก พูดอยู่คนเดียวจนลืมฟังคนที่คุณพูดด้วย ระวังนะคะ วันหลัง จะไม่มีใครอยากพูดกับคุณ

วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2554

เทคนิคการจำ

    ความจำคืออะไร ?
ความจำ คือความสามารถในการเก็บและเรียกข้อมูลออกมาใช้ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ประสบการณ์จากประสาทสัมผัสทั้ง 5 จะถูกบันทึกอยู่ในสมองและระบบประสาท ผ่านกระบวนการทางเคมี ถ้าไม่มีความจำ มนุษย์เราต้องเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างใหม่หมดทุกวัน เพราะสิ่งที่มองเห็นจะแปลกตา เหมือนกับว่าเพิ่งรู้จักเป็นครั้งแรกในชีวิต

    จำได้ เข้าใจดี
ความจำกับความเข้าใจเป็นส่วนที่ส่งเสริมกันและกันค่ะ ถ้าเข้าใจได้ดีตอนจำ ก็จะจำได้แม่น แล้วถ้าจำได้แม่น ก็จะมีผลต่อการสร้างความเข้าใจในเรื่องต่อๆ ไป เช่น ถ้าเราจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษไม่ได้ ก็ย่อมอ่าน passage ไม่เข้าใจ หรือเรียนคณิตศาสตร์เข้าใจ แต่จำอะไรไม่ได้เลย ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะนำความรู้ไปใช้ต่อไม่ได้
เปรียบง่ายๆ ความเข้าใจเป็น 'ช่องทาง' นำข้อมูลเข้าสู่สมอง ส่วนความจำก็เป็น 'ห้อง' เก็บกักข้อมูลเพื่อที่จะถ่ายทอดออกมา
    ทำไมถึงลืม
คนที่ความจำดีกับคนที่ลืมได้ลืมดี ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่หน่วยบรรจุความจำในสมองหรอกนะคะ แต่อยู่ที่สาเหตุเหล่านี้ต่างหาก
1. ไร้การบันทึก ในบางครั้งที่เด็กๆ จำไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้จำเรื่องนั้นมาตั้งแต่ต้น อาจเป็นเพราะไม่ใส่ใจหรือกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องอื่นอยู่ สภาพอารมณ์บางขณะ เช่น ความกระวนกระวาย ความเศร้าซึม ก็อาจทำให้เด็กๆ ไม่สามารถจดจำสิ่งที่ครูสอนได้
2. คลื่นรบกวน การเรียนรู้เรื่องใหม่ในชั่วโมงถัดมา จะเป็นคลื่นรบกวนความจำเรื่องที่เพิ่งจะเรียนผ่านไป เรียกว่า คลื่นหักล้างย้อนหลัง จากการศึกษาพบว่า นักเรียนสามารถจดจำเรื่องที่เพิ่งเรียนผ่านมาได้ถึง 50% แต่ถ้ามีการเรียนสิ่งใหม่คั่นกลางระหว่างการเรียนครั้งนั้นกับการทดลอง ความจำจะเหลือเพียง 20%
คลื่นรบกวนระหว่างสองวิชาที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันจะมีความรุนแรงมากกว่าวิชาที่แตกต่างกัน เช่น ถ้าเรียนภาษาอังกฤษ แล้วคั่นด้วยภาษาไทย จะมีผลรบกวนความจำมากกว่าคั่นด้วยวิชาคณิตศาสตร์

    ทำอย่างไรถึงจำได้
1. ตั้งใจที่จะจำ เราจะจำเรื่องราวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ถ้ากระตือรือร้นอยากจะจำ การที่เด็กๆ ท่องชื่อโปเกมอนเป็นร้อยตัวได้ แต่กลับท่องศัพท์ 10 คำ หรือสูตรเลขแค่บรรทัดเดียวไม่ได้ ก็เพราะเหตุนี้แหละค่ะ ถ้าไม่สนใจซะอย่าง ก็ยากที่จะจำได้
2. เชื่อว่าจำได้ ถ้าเด็กๆ คิดว่าความจำของตัวเองแย่มาก จะพลอยมีผลต่อความจำตามไปด้วย ควรเปลี่ยนความคิดใหม่ว่า "ฉันสามารถจำได้" หรือ "ฉันต้องจำให้ได้"
3. ทุ่มความสนใจให้เต็มที่ เวลาอ่านหนังสือ ไม่ใช่แค่จ้องดูตัวอักษรเรียงรายเต็มหน้ากระดาษเท่านั้น แต่ควรจะครุ่นคิดถึงความหมาย และเรื่องราวในเนื้อหาตามไปด้วย ถ้าอยากจะจำให้ได้ ก็ต้องประทับหรือบันทึกข้อมูลแนบแน่นในสมองเสียก่อน
4. หมั่นนำมาใช้ สร้างนิสัยการอ่านทบทวนเรื่องราวที่เคยเรียนรู้ให้บ่อยที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะแม้แต่ข้อมูลที่ผ่านการบันทึกและจัดเก็บเรียงไว้เป็นอย่างดีแล้ว ยังมีสิทธิ์ลืมได้ ถ้าไม่มีการนำออกมาใช้เป็นครั้งคราว
5. เป็นเรื่องของเทคนิค ที่ว่ากันต่อไปค่ะ
    เทคนิคความจำ
อย่างที่รู้ๆ กันค่ะว่า สมองซีกซ้ายเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับเหตุผล ภาษา ตรรกะ สมองซีกขวาเป็นส่วนของสุนทรียะ ดนตรี ศิลปะ และจินตนาการ ปกติคนเราใช้สมองซีกซ้ายในการจดจำเป็นส่วนใหญ่ โดยละเลยสมองซีกขวา ทำให้สมองทั้ง 2 ข้างถูกใช้งานอย่างไม่สมดุล เมื่อรู้แบบนี้ เราก็แบ่งให้สมองซีกขวาช่วยทำงานบ้าง ศักยภาพในการจำก็จะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว
เมื่อไม่กี่สิบปีมานี้เอง ทางการแพทย์ได้ค้นพบว่า คนเราจดจำเป็นรูปภาพมากกว่าเสียงหรือเหตุผล ทำให้เกิดเทคนิคสร้างความจำด้วยรูปภาพ (Figure Point) ซึ่งต้องอาศัยจินตนาการจากสมองซีกขวาเป็นตัวช่วย
    แบบฝึกหัด
ทำอย่างไรจึงจะจำได้ว่า กรุงเทพมหานครสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2325 ?
วิธีทำ
แทนตัวเลขด้วยรูปภาพที่สอดคล้องกัน เช่น 1 แทนด้วย ปากกา 2 แทนด้วยแว่นตา 3 แทนด้วยรถเข็นสามล้อ 4 แทนด้วยรถยนต์ 5 แทนด้วยมือ 6 แทนด้วยแมลงวัน 7 แทนด้วยเป็ด 8 แทนด้วยแมงมุม 9 แทนด้วยแมว 10 แทนด้วยเท้า
ถ้าต้องการจำว่า กรุงเทพฯ สร้างขึ้นใน พ.ศ.2325 ลองนึกภาพสถาปนิกคนหนึ่งกำลังจะสร้างกรุงเทพฯ สถาปนิกคนนี้ใส่ 'แว่นตา' เข็น 'รถสามล้อ' ที่ใส่เครื่องมือช่าง พอจะนั่งลงอ่านแบบแปลน ก็ต้องใส่ 'แว่นตา' แล้วเอา 'มือ' ชี้ไปตามแบบแปลน
ทีนี้พอจะนึกว่ากรุงเทพฯ สร้างขึ้นปีอะไร ก็นึกภาพเรื่องราวเหล่านี้ แล้วตัวเลขต่างๆ ก็จะย้อนกลับมา ตามภาพที่แทนค่า แว่นตาครั้งแรกเท่ากับ 2 รถเข็นเท่ากับ 3 แว่นตาครั้งที่สองเป็น 2 และมือเท่ากับ 5 ก็จะได้ปี พ.ศ.2325 พอดี
ถ้ายังนึกไม่ออกว่าจะเริ่มต้นด้วยจุดใด ให้นึกภาพใบหน้าสถาปนิกคนนั้น เป็นครูวิชาสังคมของเราก็ได้ค่ะ
เทคนิคนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ผูกโยงด้วยเพ็ก (Peg) หรือ หมุด โดยใช้สิ่งที่เราต้องการจะจำมาโยงกับเพ็ก ซึ่งเป็นสิ่งที่เรารู้อยู่ในใจแล้ว ส่วนใหญ่ของที่นำมาใช้เป็นเพ็กจะเป็นของที่เราคุ้นเคย หรือจำได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมาก
แล้วถ้าสร้างเรื่องให้พิลึกพิลั่นกว่าปกติ แถมมีสีสันและการเคลื่อนไหว ก็จะยิ่งทำให้นึกภาพได้ง่ายขึ้น เช่น ต้องการจำแก้วน้ำ โต๊ะ ประตู ให้เรียงลำดับกัน แทนที่จะเอาปากกา (1) ไว้ในแก้วน้ำ ก็ให้นึกภาพปากกาแทงทะลุแก้วน้ำ หรือเอาแว่นตา (2) ขนาดยักษ์มาวางบนโต๊ะจนโต๊ะถล่ม แล้วให้รถเข็น (3) ชนทะลุประตู
ลองอีกตัวอย่างนะคะ
จำศีล 5 ตามลำดับ โดยใช้อวัยวะในร่างกายเป็นเพ็ก
หนึ่งคือ 'มือ' นึกภาพมือตบยุง (ห้ามฆ่าสัตว์) สองคือ 'แขน' แขนแกว่งไปมาเพราะกำลังวิ่งราว (ห้ามลักทรัพย์) สามคือ 'หัวไหล่' เป็นชายหญิงอิงแอบกัน (ห้ามประพฤติผิดในกาม) สี่คือ 'ปาก' (ห้ามพูดปด) ห้าคือ 'ศีรษะ' กำลังโงนเงนเพราะเมาเหล้า (ห้ามเสพของมึนเมา)
ถ้าใช้เทคนิคนี้ ศีล 5 หรือต่อให้ศีล 227 ข้อ ก็ไม่มีการลืมค่ะ

นอกจากตัวเลขหรืออวัยวะ เด็กๆ อาจจะคิดค้นเพ็กใหม่ๆ ของตัวเองก็ได้ เช่น ใช้พยัญชนะไทยเป็นเพ็ก ก็นึกภาพไก่ ไข่ ขวด งู ไปผูกโยงกับเรื่องราวที่ต้องการจะจำเรียงลำดับ (ได้ตั้ง 44 ข้อ) หรือจะวาดภาพประกอบ เพื่อย้ำความจำให้แม่ยำยิ่งขึ้น
บางคนอาจเถียงว่า เทียบกับวิธีการท่องจำแบบเก่า วิธีนี้ดูยากและเสียเวลามากกว่า แต่ถ้าใช้บ่อยๆ ในทุกโอกาสที่เป็นไปได้ จนเป็นความคิดตามธรรมชาติ ก็จะทำให้จำได้แม่นและนาน ไม่ต้องมาทบทวนซ้ำอีก แถมยังเป็นการฝึกจินตนาการโดยใช้สมองซีกขวาไปด้วย คุ้มแสนคุ้ม