ความจำ คือความสามารถในการเก็บและเรียกข้อมูลออกมาใช้ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ประสบการณ์จากประสาทสัมผัสทั้ง 5 จะถูกบันทึกอยู่ในสมองและระบบประสาท ผ่านกระบวนการทางเคมี ถ้าไม่มีความจำ มนุษย์เราต้องเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างใหม่หมดทุกวัน เพราะสิ่งที่มองเห็นจะแปลกตา เหมือนกับว่าเพิ่งรู้จักเป็นครั้งแรกในชีวิต
ความจำกับความเข้าใจเป็นส่วนที่ส่งเสริมกันและกันค่ะ ถ้าเข้าใจได้ดีตอนจำ ก็จะจำได้แม่น แล้วถ้าจำได้แม่น ก็จะมีผลต่อการสร้างความเข้าใจในเรื่องต่อๆ ไป เช่น ถ้าเราจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษไม่ได้ ก็ย่อมอ่าน passage ไม่เข้าใจ หรือเรียนคณิตศาสตร์เข้าใจ แต่จำอะไรไม่ได้เลย ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะนำความรู้ไปใช้ต่อไม่ได้ เปรียบง่ายๆ ความเข้าใจเป็น 'ช่องทาง' นำข้อมูลเข้าสู่สมอง ส่วนความจำก็เป็น 'ห้อง' เก็บกักข้อมูลเพื่อที่จะถ่ายทอดออกมา
คนที่ความจำดีกับคนที่ลืมได้ลืมดี ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่หน่วยบรรจุความจำในสมองหรอกนะคะ แต่อยู่ที่สาเหตุเหล่านี้ต่างหาก 1. ไร้การบันทึก ในบางครั้งที่เด็กๆ จำไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้จำเรื่องนั้นมาตั้งแต่ต้น อาจเป็นเพราะไม่ใส่ใจหรือกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องอื่นอยู่ สภาพอารมณ์บางขณะ เช่น ความกระวนกระวาย ความเศร้าซึม ก็อาจทำให้เด็กๆ ไม่สามารถจดจำสิ่งที่ครูสอนได้ 2. คลื่นรบกวน การเรียนรู้เรื่องใหม่ในชั่วโมงถัดมา จะเป็นคลื่นรบกวนความจำเรื่องที่เพิ่งจะเรียนผ่านไป เรียกว่า คลื่นหักล้างย้อนหลัง จากการศึกษาพบว่า นักเรียนสามารถจดจำเรื่องที่เพิ่งเรียนผ่านมาได้ถึง 50% แต่ถ้ามีการเรียนสิ่งใหม่คั่นกลางระหว่างการเรียนครั้งนั้นกับการทดลอง ความจำจะเหลือเพียง 20% คลื่นรบกวนระหว่างสองวิชาที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันจะมีความรุนแรงมากกว่าวิชาที่แตกต่างกัน เช่น ถ้าเรียนภาษาอังกฤษ แล้วคั่นด้วยภาษาไทย จะมีผลรบกวนความจำมากกว่าคั่นด้วยวิชาคณิตศาสตร์
1. ตั้งใจที่จะจำ เราจะจำเรื่องราวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ถ้ากระตือรือร้นอยากจะจำ การที่เด็กๆ ท่องชื่อโปเกมอนเป็นร้อยตัวได้ แต่กลับท่องศัพท์ 10 คำ หรือสูตรเลขแค่บรรทัดเดียวไม่ได้ ก็เพราะเหตุนี้แหละค่ะ ถ้าไม่สนใจซะอย่าง ก็ยากที่จะจำได้ 2. เชื่อว่าจำได้ ถ้าเด็กๆ คิดว่าความจำของตัวเองแย่มาก จะพลอยมีผลต่อความจำตามไปด้วย ควรเปลี่ยนความคิดใหม่ว่า "ฉันสามารถจำได้" หรือ "ฉันต้องจำให้ได้" 3. ทุ่มความสนใจให้เต็มที่ เวลาอ่านหนังสือ ไม่ใช่แค่จ้องดูตัวอักษรเรียงรายเต็มหน้ากระดาษเท่านั้น แต่ควรจะครุ่นคิดถึงความหมาย และเรื่องราวในเนื้อหาตามไปด้วย ถ้าอยากจะจำให้ได้ ก็ต้องประทับหรือบันทึกข้อมูลแนบแน่นในสมองเสียก่อน 4. หมั่นนำมาใช้ สร้างนิสัยการอ่านทบทวนเรื่องราวที่เคยเรียนรู้ให้บ่อยที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะแม้แต่ข้อมูลที่ผ่านการบันทึกและจัดเก็บเรียงไว้เป็นอย่างดีแล้ว ยังมีสิทธิ์ลืมได้ ถ้าไม่มีการนำออกมาใช้เป็นครั้งคราว 5. เป็นเรื่องของเทคนิค ที่ว่ากันต่อไปค่ะ
อย่างที่รู้ๆ กันค่ะว่า สมองซีกซ้ายเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับเหตุผล ภาษา ตรรกะ สมองซีกขวาเป็นส่วนของสุนทรียะ ดนตรี ศิลปะ และจินตนาการ ปกติคนเราใช้สมองซีกซ้ายในการจดจำเป็นส่วนใหญ่ โดยละเลยสมองซีกขวา ทำให้สมองทั้ง 2 ข้างถูกใช้งานอย่างไม่สมดุล เมื่อรู้แบบนี้ เราก็แบ่งให้สมองซีกขวาช่วยทำงานบ้าง ศักยภาพในการจำก็จะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว เมื่อไม่กี่สิบปีมานี้เอง ทางการแพทย์ได้ค้นพบว่า คนเราจดจำเป็นรูปภาพมากกว่าเสียงหรือเหตุผล ทำให้เกิดเทคนิคสร้างความจำด้วยรูปภาพ (Figure Point) ซึ่งต้องอาศัยจินตนาการจากสมองซีกขวาเป็นตัวช่วย
ทำอย่างไรจึงจะจำได้ว่า กรุงเทพมหานครสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2325 ? วิธีทำ แทนตัวเลขด้วยรูปภาพที่สอดคล้องกัน เช่น 1 แทนด้วย ปากกา 2 แทนด้วยแว่นตา 3 แทนด้วยรถเข็นสามล้อ 4 แทนด้วยรถยนต์ 5 แทนด้วยมือ 6 แทนด้วยแมลงวัน 7 แทนด้วยเป็ด 8 แทนด้วยแมงมุม 9 แทนด้วยแมว 10 แทนด้วยเท้า ถ้าต้องการจำว่า กรุงเทพฯ สร้างขึ้นใน พ.ศ.2325 ลองนึกภาพสถาปนิกคนหนึ่งกำลังจะสร้างกรุงเทพฯ สถาปนิกคนนี้ใส่ 'แว่นตา' เข็น 'รถสามล้อ' ที่ใส่เครื่องมือช่าง พอจะนั่งลงอ่านแบบแปลน ก็ต้องใส่ 'แว่นตา' แล้วเอา 'มือ' ชี้ไปตามแบบแปลน ทีนี้พอจะนึกว่ากรุงเทพฯ สร้างขึ้นปีอะไร ก็นึกภาพเรื่องราวเหล่านี้ แล้วตัวเลขต่างๆ ก็จะย้อนกลับมา ตามภาพที่แทนค่า แว่นตาครั้งแรกเท่ากับ 2 รถเข็นเท่ากับ 3 แว่นตาครั้งที่สองเป็น 2 และมือเท่ากับ 5 ก็จะได้ปี พ.ศ.2325 พอดี ถ้ายังนึกไม่ออกว่าจะเริ่มต้นด้วยจุดใด ให้นึกภาพใบหน้าสถาปนิกคนนั้น เป็นครูวิชาสังคมของเราก็ได้ค่ะ เทคนิคนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ผูกโยงด้วยเพ็ก (Peg) หรือ หมุด โดยใช้สิ่งที่เราต้องการจะจำมาโยงกับเพ็ก ซึ่งเป็นสิ่งที่เรารู้อยู่ในใจแล้ว ส่วนใหญ่ของที่นำมาใช้เป็นเพ็กจะเป็นของที่เราคุ้นเคย หรือจำได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมาก แล้วถ้าสร้างเรื่องให้พิลึกพิลั่นกว่าปกติ แถมมีสีสันและการเคลื่อนไหว ก็จะยิ่งทำให้นึกภาพได้ง่ายขึ้น เช่น ต้องการจำแก้วน้ำ โต๊ะ ประตู ให้เรียงลำดับกัน แทนที่จะเอาปากกา (1) ไว้ในแก้วน้ำ ก็ให้นึกภาพปากกาแทงทะลุแก้วน้ำ หรือเอาแว่นตา (2) ขนาดยักษ์มาวางบนโต๊ะจนโต๊ะถล่ม แล้วให้รถเข็น (3) ชนทะลุประตู ลองอีกตัวอย่างนะคะ จำศีล 5 ตามลำดับ โดยใช้อวัยวะในร่างกายเป็นเพ็ก หนึ่งคือ 'มือ' นึกภาพมือตบยุง (ห้ามฆ่าสัตว์) สองคือ 'แขน' แขนแกว่งไปมาเพราะกำลังวิ่งราว (ห้ามลักทรัพย์) สามคือ 'หัวไหล่' เป็นชายหญิงอิงแอบกัน (ห้ามประพฤติผิดในกาม) สี่คือ 'ปาก' (ห้ามพูดปด) ห้าคือ 'ศีรษะ' กำลังโงนเงนเพราะเมาเหล้า (ห้ามเสพของมึนเมา) ถ้าใช้เทคนิคนี้ ศีล 5 หรือต่อให้ศีล 227 ข้อ ก็ไม่มีการลืมค่ะ
ว้าว!เนื่อหาเยอะมากกกก
ตอบลบ